| | สาระความรู้ |  | |
| ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่ |  | | ขณะนี้มี 4 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม
ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่ |
 |
|
| ค้นหา |  | |
| เข้าระบบ |  | | | ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง |
 |
|
| จำนวนผู้เข้าชม(ตั้งแต่ 15 ต.ค.50) |  | |
|
แลกเปลี่ยนความรู้/สอบถามผู้รู้ เมนูนี้มีปัญหา | | |
| บทคัดย่อผลงานวิชาการ | kunvipapun บันทึก: บทคัดย่อ ชื่อรายงานการศึกษาค้นคว้า : รายงานการพัฒนาการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรมจริยธรรม ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผน การจัดการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนาฮีนุเคราะห์ ผู้ดำเนินการศึกษา : นายรังสรรค์ กุลาสา ตำแหน่งครูชำนาญการ โรงเรียนนาฮีนุเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 จังหวัดหนองคาย ปีที่ทำการศึกษา : 2550
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนาฮีนุเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 จังหวัดหนองคาย โดยใช้ “บทเรียนสำเร็จรูป” 2. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ บทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนาฮีนุเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 จังหวัดหนองคาย 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนนาฮีนุเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 จังหวัดหนองคาย
สมมติฐาน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที 3 โรงเรียนนาฮีนุเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 จังหวัดหนองคาย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้สูงกว่าก่อนการใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผนการจัดการเรียนรู้
วิธีดำเนินการศึกษา 1. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนาฮี นุเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 จังหวัดหนองคาย ปีการศึกษา 2550 จำนวน 23 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 2.1 บทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย คำอธิบายวิธีการศึกษา รูปภาพ คำถาม แบบฝึกปฏิบัติ พร้อมเฉลย ข้อสอบก่อนและหลัง พร้อมเฉลย 2.2 แบบทดสอบ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มีลักษณะเป็นข้อสอบปรนัยชนิด 3 ตัวเลือก จำนวนชุดละ 10 ข้อ 15 ชุด รวม 150 ข้อ ซึ่งผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนกและค่าความเชื่อมั่นแล้ว 2.3 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งผู้รายงานสร้างขึ้นโดยศึกษาจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสถานศึกษาชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 1 และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม 2.4 เอการประกอบการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประกอบด้วย หน่วยการเรียนที่ 1 เรื่อง พระพุทธศาสนา จำนวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ 5 เรื่อง เวลาที่ใช้สอนเรื่องละ 1 ชั่วโมง รวม 5 ชั่วโมง หน่วยการเรียนที่ 2 เรื่อง ชาวพุทธปฏิบัติ จำนวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ 5 เรื่อง เวลาที่ใช้สอนเรื่องละ 1 ชั่วโมง รวม 5 ชั่วโมง หน่วยการเรียนที่ 3 เรื่อง ประเพณีไทย จำนวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ 5 เรื่อง เวลาที่ใช้สอนเรื่องละ 1 ชั่วโมง รวม 5 ชั่วโมง
3. การดำเนินการ 3.1 ก่อนดำเนินการ ผู้รายงานได้ใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง จากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนนาฮีนุเคราะห์ จำนวน 23 คน 3.2 ผู้รายงานได้ทดสอบกลุ่มตัวอย่างเพื่อวัดความรู้พื้นฐาน ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (Pre – test) โดยใช้แบบทดสอบที่สร้างขึ้น 3.3 ดำเนินการทดลองให้นักเรียนเรียนรู้จากบทเรียนสำเร็จรูป ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นโดยให้เรียน 15 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง เมื่อเรียนจบแล้ว ให้นักเรียนทำแบบทดสอบ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ซึ่งเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกันกับการทดสอบก่อนเรียน แล้วนำไปตรวจโดยใช้เกณฑ์ตอบถูกให้ 1 คะแนน ไม่ตอบหรือตอบผิดหรือตอบเกิน ให้ 0 คะแนน แล้วหาค่าเฉลี่ยผลการทดสอบ ( ) ทั้งการทดสอบก่อนการใช้และหลังการใช้ 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 วิเคราะห์สถิติพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างโดยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 4.2 วิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผล เกณฑ์ไม่ต่ำกว่า 0.50 4.3 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของกลุ่มตัวอย่างระหว่างก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้การทดสอบนัยสำคัญของคะแนนเฉลี่ย ก่อนและหลังการทดลองโดยการทดสอบค่า t (t – test) 4.4 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
สรุปผลการศึกษา 1. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ และค่าดัชนีประสิทธิผล บทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 เรื่อง มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2 = 80/80) และค่าดัชนีประสิทธิผล ไม่ต่ำกว่า 0.50 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทุกแผนการจัดการเรียนรู้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนาฮีนุเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 หลังการใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระ ที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนการใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกแผนการจัดการเรียนรู้ (ค่า t ที่คำนวณได้ ทุกแผนการจัดการเรียนรู้ สูงกว่าค่า t ที่เปิดตาราง df = 22 คือ 2.819) 3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนาฮี นุเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 มีความพึงพอใจ ต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม จำนวน 15 เรื่อง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 2.90) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อ บทเรียนสำเร็จรูป มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 8 ข้อ 9 และข้อ 10 คือ มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียน และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
| | ผู้บันทึก nkkm เมื่อ พุธ 19 พ.ย. 08@ 09:16:58 ICT | |
|
|
| หลักสูตร: รายงานการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน | บันทึก: บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนฉันทนาวัณรถ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 ชื่อผู้วิจัย : นางรุ่งฤดี วงษ์เสียงดัง ปีที่ทำการวิจัย : พ.ศ. 2550
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนฉันทนาวัณรถ อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย จำนวน 18 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ซึ่งแบ่งเนื้อหาออกเป็น 9 เล่ม ใช้เวลาเรียน 17 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วน จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.50 ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.20 ถึง .76 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 ทำการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์โดยการพิจารณาคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบย่อยหลังเรียนของบทเรียนสำเร็จรูป (E1) และคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (E2) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t – test) ผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 88.15/91.94 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนฉันทนาวัณรถ เมื่อทำการฝึกโดยใช้แบบ ฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน แล้วพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเศษส่วนของนักเรียนหลังได้รับการฝึกสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสรุป แบบฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถนำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนไปใช้ในการเรียนการสอนได้
| | ผู้บันทึก nkkm เมื่อ อังคาร 30 ก.ย. 08@ 10:27:49 ICT | |
|
|
| สูตรไม่ลับ
วัคซีนทางใจ | krumethawadee บันทึก: Dylan Evans จาก University of the West of England in Bristol ประเทศอังกฤษ บอกว่า สิ่งที่มีแนวโน้มจะทำให้คนเรามีความสุขมากที่สุด คือความสัมพันธ์ที่โรแมนติก ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิท จะเห็นได้ว่าความสุขของคนเรา ล้วนมาจากคนใกล้ตัวโดยเฉพาะคนในครอบครัว ดังนั้น เรามาเสริมใยเหล็กให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้นกันดีกว่าค่ะ ในบทบาทสามีภรรยาอาจเริ่มจาก 1. แสดงความรักต่อกัน ความรักเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ ทำให้รู้สึกสดชื่นและชีวิตมีความหมาย จึงควรแสดงออก กับสมาชิกในครอบครัวอยู่เสมอว่ารัก ทั้งทางคำพูดและการกระทำ เช่น การเอาอกเอาใจ ใส่ใจกันอย่างสม่ำเสมอ 2.ยอมรับความแตกต่าง ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปทั้งหมด ทั้งเขาและเราต่างก็มีสิ่งที่ไม่ถูกใจอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง ดังนั้นการเรียนรู้และยอมรับความแตกต่างของกันและกัน จะช่วยให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขค่ะ 3. เห็นคุณค่าและยกย่องกัน การชื่นชม การยกย่องให้เกียรติ ด้วยคำพูดและการกระทำที่สุภาพ จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่ายังคงเป็นคนพิเศษและมีคุณค่าอยู่เสมอ 4. เว้นวรรคความใกล้ชิด การปล่อยให้คู่ของเราได้เป็นอิสระ และทำในสิ่งที่เขาหรือเธออยากทำบ้าง จะช่วยให้เขาหรือเธอรู้สึกสบายใจ และสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้ทั้งเรื่องส่วนตัวและอาชีพการงาน การปล่อยให้อีกฝ่ายได้เป็นอิสระโดยปราศจากการควบคุม หมายถึงการไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและแม่ราบรื่นแล้วย่อมทำให้ลูกน้อยมีความสุข และมีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจดีไปด้วยค่ะ Don't forget หากในครอบครัวของคุณมีสมาชิกที่เป็นผู้สูงอายุ อาจจะเป็นคุณปู่คุณย่าหรือคุณตาคุณยายของเจ้าตัวเล็กอยู่ด้วยก็อย่าลืมดูแลท่านให้มีสุขภาพใจที่แข็งแรงด้วยนะคะ ส่วนใหญ่เรามักจะห่วงแต่ว่าสุขภาพของท่านจะเป็นอย่างไร แข็งแรงดีไหม โดยมองข้ามความสำคัญเรื่องสุขภาพใจไป การเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจเป็นสิ่งสำคัญนะคะ ผู้สูงอายุทุกคนต้องการความรักความเอาใจใส่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ที่มักจะรู้สึกว่าตัวเองสูญเสียหน้าที่ในชีวิต และหย่อนคุณภาพในสังคม จึงมักมีภาวะวิตกกังวลเศร้าซึม นอนไม่หลับ จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากลูกหลานและบุคคลในครอบครัว เอกสารอ้างอิง : Dylan Evans. University of the West of England in Bristol , England. คำสำคัญ “ วัคซีนทางใจ ” วันที่นำส่ง : 9 กันยายน 2551 ผู้นำส่งความรู้ : เมธาวดี สังขะมาน กลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มนิเทศ ฯ สพท.หนองคาย เขต 1 โทร.081- 9644072 E –mail : krumay2508@yahoo.com
| | ผู้บันทึก nkkm เมื่อ พุธ 10 ก.ย. 08@ 23:53:16 ICT | |
|
|
| | ทะเบียนผู้รู้และสมาชิก |  | |
| กระทู้ความรู้ |  | |
| ดาวน์โหลดยอดนิยม |  | |
| แบบสำรวจ |  | |
|
 | Knowledge Management Center สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคายเขต 1 |  |
|